สืบเนื่องจากเอนทรี่ อำลาตลาดสามย่าน วันที่ 9 มิถุนายน 2551 ตลาดสดและร้านอาหาร
ย้ายไปขายที่ จุฬา ซอย 9 แต่ตึกแถวร้านค้าโดยรอบ ยังเปิดขายต่ออีก 4-6 เดือน
วันนี้ขอกล่าวถึงร้านของชำ ต้นตำรับร้านสะดวกซื้อ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวสามย่าน
และนิสิตจุฬาฯ ชื่อร้าน "จีฉ่อย" ถ้าค้นหาใน Google จะพบว่า ร้านจีฉ่อยปรากฏใน
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ด้วย อ่านความเป็นมาและเทคนิคการขายของซิ้มเจ้าของร้าน
แล้วก็ทึ่ง ขอยกให้เป็นสุดยอดนักขาย ถามหาอะไร ซิ้มจะตอบว่า "มี รอเหลียว" แล้ว
ซิ้มแกก็จัดให้ได้ทุกอย่างที่ลูกค้าถามหา ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของชำ ทั่วไป หรือจะเป็น
ของไฮเทคอย่าง i-pod i-phone ซิ้มแกสามารถหาให้ได้ เคยมีคนลองแกล้งแก สั่ง
ข้าวขาหมู สั่งข้าวมันไก่ ซิ้มตอบเหมือนเดิม "มี รอเหลียว" แกก็วิ่งออกหลังร้านไป
หาซื้อจากร้านอื่นมาให้
ขอนำภาพและข้อความที่ลงในวิกิพีเดียมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน สนใจอ่านเพิ่มเติม
เข้าไปอ่านในวิกิพีเดียได้ครับ
จีฉ่อย (อักษรจีน: 志才; พินอิน: zhìcái; เยล: ji3choi4) คือ ชื่อร้านขายของชำขนาดหนึ่งคูหา ตั้งอยู่หน้าตลาดสามย่าน ตรงบริเวณถนนพญาไท ตรงข้ามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ชื่อว่าเป็นสีสันแห่งหนึ่งของบริเวณสามย่าน ร้านจีฉ่อยเป็นร้ายขายของที่ขึ้นชื่อว่า มีของขายทุกอย่าง และถ้าของไหนไม่มีขายในร้าน จะสามารถมาเอาได้ภายใน 2 วันให้หลัง โดยเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ในเวลาเช้าถึงหัวค่ำ จะเปิดทำการที่หน้าร้าน ส่วนในเวลาหลังจากนั้น แม้ว่าดูเหมือนร้านจะปิด แต่คุณสามารถใช้บริการของร้านนี้ได้โดยการไปเคาะประตูหลังร้าน เพียงไม่นานนัก อาซิ้มเจ้าของร้านจะเดินฝ่าความมืดมาใกล้ๆ พร้อมกับถามว่า "ลื้อจาเอาอาราย") ลักษณะร้านเป็นร้านกว้างประมาณ 3 เมตร และลึกประมาณ 10 เมตร ร้านจีฉ่อย เป็นธุรกิจครอบครัวชาวจีนที่เปิดร้านขายของชำ
ปัจจุบัน ร้านจีฉ่อยจะปิดวันอาทิตย์วันเดียว ส่วนวันธรรมดาจะเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม
ตำนานเกี่ยวกับจีฉ่อย
พนักงานขาย
พนักงานขายของร้านนี้เป็นอาซิ้มสองคนผลัดกันเฝ้าเวร ตลอด 24 ชั่วโมง อาซิ้มทั้งสองคนรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากเนื่องจากเป็นฝาแฝดกัน ทำให้ลูกค้าที่มาซื้อของบ่อย ๆ ต่างอดสงสัยไม่ได้ว่า คนขายของร้านนี้ไม่หลับไม่นอนกันเลยหรือ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกันคือ "ฟันทอง"
อีกประการหนึ่ง ตู้เก็บสินค้าในร้านที่มีจำนวนมาก วางเรียงรายไว้จนเหลือทางเดินในร้านกว้างเพียงแค่ 60 เซนติเมตร จะต้องอาศัยพนักงานร่างเล็กสองคนนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเดินไปหยิบของภายในร้านมาให้ได้
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่ได้ทราบมาในภายหลังว่าอาซิ้มคนหนึ่งได้เสียชีวิตไปเสียแล้ว
ตอนนี้ ลูกชายแกมาช่วยขายในบางวัน บางทีอาซิ้มแก หลงๆ ลืมๆ ก็จะได้สติจากลูกชายแกทำให้ขายของได้ถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีลูกจ้างสาวอีกหนึ่งคนคอยช่วยขายด้วย ในร้านยังมีหมาของแกอีกตัวคอยช่วยเฝ้าของ แต่เนื่องด้วยของในร้านเยอะมาก เจ้าของร้านสามารถเดินได้ทีละคนเท่านั้น สวนกันตรงทางเดินไม่ได้ ขนาดหมายังต้องวิ่งไปให้สุดร้านถึงจะกลับตัววิ่งออกมาได้
เทคนิคการขาย
เทคนิคการขายของร้านนี้คือถามหาอะไรมีหมด หากว่าสินค้าชิ้นนั้นไม่มีในร้าน ก็จะบอกให้รอเดี๋ยว แล้วก็หามาให้จนได้ เช่นหากต้องการทานข้าวขาหมู ถามว่ามีไหม พนักงานขายจะบอกว่า "มี รอเหลียว" (มาจาก รอเดี๋ยว) แล้วออกไปหลังร้าน ซื้อข้าวขาหมูจุฬาฯ จากตลาดสามย่านมาให้ หรือเคยมีคนถามหากระบวยพลาสติกตักน้ำในห้องน้ำ ก็บอกว่า "มี รอเหลียว" แล้วไปหยิบมาจากไหนมาไม่ทราบ ยังมีน้ำหยดติ๋งๆ อยู่ ถือว่าพนักงานขายร้านนี้มีสปิริตของนักขายอย่างแท้จริง ถ้าถามถึงเลื่อย แกก็จะวิ่งไปร้านขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ข้างๆ แกล่ะ แล้วก็มาตั้งราคาเอง ถ้าของชิ้นนั้นต้องใช้เวลาในการหาสักครู่ใหญ่ แกก็จะมีลูกอม หรือขนมขบเคี้ยวมาให้บริการลูกค้าด้วย จะได้ไม่เบื่อ และถ้าซื้อเยอะล่ะก็ แกก็จะมีของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปากกา (ถ้าเป็นนิสิต) มอบให้ลูกค้าอีกต่างหาก
ราคาของ หลายๆ ครั้งที่พนักงานขายจะถามว่า "เคยซื้อเท่าไร" เมื่อบอกราคาที่เคยซื้อไปแล้วเขาจะบอกราคาสินค้าให้เรา สูงกว่าบ้างต่ำกว่าบ้าง โดยที่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแต่อย่างใด เช่น เทป MiniDV ที่ขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปราคาม้วนละ 500 บาท แต่ถ้าลูกค้าโดนถามว่าซื้อมาเท่าไหร่ ก็จะตอบว่า 200 แล้วอาซิ้มก็จะให้ราคาตามนั้น ถูกบ้าง แพงบ้าง แล้วแต่อารมณ์และความรู้ในสินค้าของแก
สุดยอดเลยค่ะเฮีย หนูไม่เคยไปร้านจีฉ่อยมาก่อน แต่ได้ยินมานานแล้ว อำลาสามย่านนี่หมายถึงร้านจีฉ่อยต้องปิดไปด้วยเหรอคะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเสียดายแย่ เป็นตำนานไปแล้ว